สนร. เยอรมนี ขอแสดงความยินดีกับนายอุเทน ยะราช ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก

ในโอกาสนี้ สนร. เยอรมนี ขออวยพรให้ นายอุเทน ยะราช ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่ได้ศึกษาในเยอรมนีนำไปพัฒนาประเทศไทยต่อไป    สุดท้ายนี้ นายอุเทนฯ ได้ฝากบทความบอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตนักศึกษาในเยอรมนีมาเล่าสู่กันฟัง

ปกติแล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตตนเองเลย เพราะเป็นคนเล่าเรื่องไม่เก่ง ณ เวลานี้ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าผมจะเล่าเกี่ยวกับอะไรดี เอาละผมจะลองเขียนดูนะครับ

นิสัยส่วนตัว ผมเป็นคนที่ไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้นเชิงลบเอาเสียเลย ผมไม่สามารถอธิบายได้หรอกว่าทำไม แต่ผมถือว่ามันเป็นข้อดีมากๆ ที่ทำให้ผมใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนก็ได้โดยไร้ซึ่งสิ่งรบกวนจิตใจ บางครั้งที่ผมถูกนินทาหรือถูกต่อว่าในภาษาที่ไม่คุ้นเคย (ซึ่งผมสังเกตได้จากสีหน้าท่าทางของคนพูด) แต่สิ่งรบกวนเหล่านี้แทบจะไม่ส่งผลอะไรเลยต่อผมสักนิด แถมทำให้ผมอมยิ้มได้อีกต่างหากที่ได้ยินภาษาแปลกใหม่ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าเคยโกรธใครบ้างรึเปล่า

ผมขอเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่เป็นเด็กมัธยมซักนิดหนึ่งนะครับ ณ เวลานั้น ผมคือ “ด.ช. อุเทนไหน” คือ เป็นคนที่ไม่มีใครสนใจ และ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเด็กเรียนไม่เก่ง เพราะเด็กเรียนเก่ง และ เด็กเรียนไม่เก่ง จะถูกแยกจากกันด้วยเกรดเฉลี่ย หรือแม้จนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี ผมก็ยังคงเป็นเด็กเรียนไม่เก่งอยู่ดี จบออกมาด้วยเกรดเฉลี่ยแค่สองกว่าๆ ตอนเรียนอยู่ปี 2 เพื่อนแนะนำให้ไปเรียนวิชาทางด้านสังคม (วิชาเลือก) เพราะเขาบอกว่าไม่ยาก ผมจึงตัดสินใจลงเรียนตามเพื่อนเผื่อว่าจะได้เพิ่มเกรดเฉลี่ย แต่ผลลัพธ์คือ ผมได้เกรด D โดยที่เพื่อนทั้งกลุ่มได้เกรด A เทอมถัดมาผมได้ตัดสินใจหาวิชาลงเอง ซึ่งวิชานี้ นักศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพเขาไม่ชอบเรียนกันหรอก นั่นก็คือวิชา Calculus แต่ผลลัพธ์ผมกลับทำมันออกมาได้ดีเกินคาด จากสิ่งที่เกิดขึ้นผมจึงได้รู้ตัวเองว่า ผมจะมีความกระตือรือร้นและทำมันออกมาได้ดีเป็นพิเศษในสิ่งที่ผมชอบ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยผมเรียนรังสีเทคนิค จึงไม่มีวิชาที่ต้องคำนวณให้เรียนมากนัก หลังเรียนจบปริญญาตรีผมครุ่นคิดมาตลอดว่า ผมจะสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ผมชอบได้ดีจริงหรือ? ตอนเรียนปริญญาโทผมยังคงเรียนสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่ผมได้เลือกหัวข้องานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ให้มากที่สุด และ Magnetic Resonance Imaging (MRI) ก็ตอบสนองความต้องการผมได้ดีเลยทีเดียว ผมจบด้วยเกรดที่ดีกว่าตอนปริญญาตรีตั้งเยอะ แต่เท่านี้ผมคิดว่ามันยังไม่พอที่จะพิสูจน์อะไรได้มากมายนัก ผมยังคงควานหาความท้าทายที่มากขึ้นไปอีก จนกระทั่งผมสอบได้ทุนรัฐบาลเพื่อมาศึกษา ณ ประเทศเยอรมนี ผมไม่ลังเลเลยที่จะเลือกสมัครเข้าเรียนในสาขาวิชาที่จะสามารถตอบสนองความชอบของผม นั่นก็คือภาควิชาฟิสิกส์ ซึ่งคณะกรรมการได้ตรวจสอบใบสมัครของผม เขาก็อาจจะงงอยู่ว่าทำไมผมจึงสมัครเป็นนักศึกษาภาควิชาฟิสิกส์ เพราะใบ transcript ชี้ว่าเคยเรียนฟิสิกส์พื้นฐานมาแค่สองตัวเท่านั้น และเนื้อหาก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เด็กสมัยมัธยมเรียน คณะกรรมการจึงตัดสินใจว่าถ้าจะเรียนจริงๆ ผมจะต้องเรียนบางวิชาเพิ่มเติมเช่น Quantum mechanics, Solid state physics และต้องไปเรียนกับนักศึกษาปริญญาตรี ซึ่งการเรียนการสอนจะเป็นภาษาเยอรมัน ผมก็ตอบรับเงื่อนไขโดยไม่ลังเล พอเข้าเรียนปีแรกเจอ Quantum mechanics เป็นอะไรที่จับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ (ถึงแม้ว่าจะสอนเป็นภาษาไทยผมก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะไม่มีพื้นฐานฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ขั้นสูงเลยแม้แต่น้อย) ผมใช้เวลาเกือบ 10 ชั่วโมงต่อวันเพื่ออ่านหนังสือและทำการบ้าน เครียดถึงขั้นอยากจะยอมแพ้ แต่ก็บอกกับตนเองอยู่ตลอดว่า ไม่มีใครบังคับเรามาอยู่ตรงนี้ เรากำลังทำในสิ่งที่เราชอบอยู่ไม่ใช่หรอ จนสุดท้ายผมก็สอบผ่าน เจอบททดสอบแรกก็เหนื่อยน่าดู หลังจากนั้นก็บอกกับตัวเองตลอดว่า งานวิจัย และ ใบปริญญา คือ สิ่งที่จะยืนยันว่าผมสามารถทำสิ่งที่ตนเองชอบได้ดีแค่ไหน ตลอดช่วงเวลาทุนที่เหลือ ผมใช้ในการทำงานวิจัย ซึ่งผมก็ยังคงทำงานหนักเช่นเคย แต่ก็มีความสุขมากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับงานที่ผมชอบและใฝ่ฝันมาตลอด และ supervisor ก็ดูแลดีมาก ดังนั้นผมจึงไม่มีอุปสรรค์หรือปัญหาในช่วงทำวิจัยมาเล่า ณ ที่นี้นะครับ ผมได้พบว่าการเคาะประตูบ้านผู้รู้เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ตรงจากพวกเขา เป็นวิธีการที่ดีที่สุด และ เร็วที่สุดในการแก้ปัญหาในงานวิจัย การเข้าร่วมประชุมวิชาการเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นโอกาสที่นักวิจัยอย่างตัวผมจะได้พบปะผู้รู้เหล่านั้น และผมไม่เคยลืมเตรียมคำถามหรือปัญหาไปปรึกพวกเขาอยู่เสมอ ผมเชื่อว่าเขาเหล่านั้นก็คงมีความสุขที่ได้ช่วยหาคำตอบ สำหรับผมแล้วพวกเขาเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยให้การเรียนของผมสำเร็จลุล่วงลงได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าการศึกษาของผมจะสำเร็จลงแล้ว แต่ผมมั่นใจว่าจะไม่หยุดที่จะค้นหาความท้าทายใหม่ๆ ตลอดช่วงเวลาการเรียนรู้ของผม (มากว่า 30 ปี) ผมสามารถรับรู้และยืนยันได้ว่า สมองมนุษย์เราสามารถเรียนรู้สิ่งๆ ใหม่ๆ ได้เสมอ ดังนั้นขอให้ทุกคน จงอย่าท้อเวลาเจออปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน เพราะนั่นคือความท้าทายที่จะกระตุ้นความสามารถของสมองของเราให้พัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

ผมขอเล่าแต่ประสบการณ์เรื่องเรียนนะครับ เพราะผมเชื่อว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคน คงไม่พลาดที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตส่วนตัวซึ่งแต่ละคนก็คงมีสไตล์ที่แตกต่างกัน สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิตในต่างแดน และ สำเร็จการศึกษาในเร็ววันนะครับ และ ที่ขาดไม่ได้ผมขอขอบพระคุณ สนร. เป็นอย่างสูงที่คอยดูแลและอำนวยความสะดวกตลอดระยะเวลาที่ผมพำนักอาศัยอยู่ในเยอรมนี