สนร. เยอรมนี ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ น.ส. รวีวรรณ ถิรมนัส นทร. ก.วิทย์ฯ ในโอกาสสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก

สนร. เยอรมนี ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ น.ส. รวีวรรณ ถิรมนัส นทร. ก.วิทย์ฯ ในโอกาสสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สนร. เยอรมนี ขออวยพรให้ น.ส. รวีวรรณฯ (เปิ้น) พบแต่ความสำเร็จและความก้าวหน้าในก้าวเดินต่อไปในชีวิต พร้อมนี้ น.ส. รวีวรรณฯ ได้ฝากบอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตและการศึกษาวิจัยในเยอรมนีให้แก่เพื่อนนักเรียนทุนได้อย่างน่าประทับใจ

การเดินทางของเราเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตัดสินใจลงแข่งขันรับทุนการศึกษา ย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว สมัยนั้นเป็นผู้ช่วยวิจัยอยู่ที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้วยความที่ทำงานมานานถึง 6 ปี จึงอยากหาประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตบ้าง การก้าวออกมาจาก comfort zone นั้นไม่ง่ายเลย แต่ในที่สุดความพยายามก็ไม่สูญเปล่าเมื่อได้รับทุนพัฒนาบุคลากรของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปี 2556 เมื่อเริ่มต้นแล้วก็ต้องเดินต่อ เริ่มจากหาที่เรียน ติดต่ออาจารย์จนมาลงเอยที่ Max Planck Institute for Polymer Research ณ เมืองไมนซ์ (Mainz) ประเทศเยอรมนี ตามด้วยการเรียนภาษาเพื่อสอบ IELTS ใช้เวลาเป็นปีจึงสอบผ่าน และแล้วชีวิตการเรียนปริญญาเอกในต่างแดนก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558

เมื่อมาถึงที่นี่ในตอนแรกยังมีรุ่นพี่นักเรียนทุนซึ่งสังกัด NANOTEC เหมือนกัน เรียนอยู่ที่เดียวกัน จึงได้รับความช่วยเหลือมากมาย ทั้งคำแนะนำและข้าวของเครื่องใช้ ทำให้การเริ่มต้นการใช้ชีวิตที่เยอรมันไม่ยากนัก ซึ่งถือว่าโชคดีมาก แต่ก็ต้องเรียนรู้ พยายามช่วยเหลือตัวเอง และปรับตัวอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษา เนื่องจากหลักสูตรที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษจึงไม่ได้บังคับตัวเองให้เรียนภาษาเยอรมัน เพราะเรารู้ขีดจำกัดของตัวเอง เวลาส่วนใหญ่ก็ทุ่มเทไปกับการทำวิจัย ถ้าแบ่งไปเรียนภาษาเยอรมันด้วย อาจจะทำให้ทำไม่ได้ดีทั้งสองอย่าง และจะเป็นการกดดันตัวเองจนเกินไป ส่วนภาษาอังกฤษมาถึงแรกๆ หูยังไม่กระดิกเลย ฟังที่คนรอบข้างพูดเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ต้องใช้เวลากว่าจะปรับหูได้ เพราะการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่คนรอบข้างพูดภาษาอังกฤษจริงๆ มันช่างแตกต่างกับการเรียนภาษาในห้องเรียนอย่างสิ้นเชิง คนแต่ละชาติก็ใช้ภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่ต่างกันไป ทำให้เข้าใจว่าที่เราเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนที่ไทยมาตั้งแต่ประถม ทำไมถึงยังพูดไม่ได้ฟังไม่ได้ เพราะมันไม่ได้ใช้จริงในชีวิตประจำวันนี่เอง นอกจากเรื่องภาษาก็ยังต้องปรับตัวให้ชินกับรสเค็มของอาหารเยอรมัน ที่ตอนแรกรู้สึกเหมือนกินไปแล้วสงสารไตเหลือเกิน กินข้าวโรงอาหาร (Mensa) เหลือประจำ เพื่อนเยอรมันบอกว่าถ้ากินเหลือพรุ่งนี้แดดจะไม่ออก เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งเหมือนบ้านเราเอาไว้สอนเด็ก หลังจากผ่านไปไม่ถึงครึ่งปีน้ำหนักลดฮวบไปเกือบ 10 กิโลกรัม ซึ่งสาเหตุหลักๆ นอกจากกินอาหารน้อยลงแล้วยังเดินเยอะขึ้นด้วย เนื่องจากที่นี่ถนนหนทางสะอาดปลอดภัย เดินไปไม่มีตกหลุม ไม่มีน้ำกระเด็นมาจากใต้อิฐแน่นอน เมืองไมนซ์มีแม่น้ำไรน์ไหลผ่าน นอกจากอากาศดีและยังมีวิวทิวทัศน์ที่น่าสำรวจและเดินพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้การเดินเล่นที่นี่สนุกและผ่อนคลายได้มาก แต่กระนั้นความเครียดจากการเรียนในสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมที่ต่างกัน โดยเฉพาะการพูดตรงๆ การที่ยังจับความหมายของความรู้สึกจริงๆ หลังคำพูดนั้นไม่ออก ก็ทำให้คิดมาก เครียดและกังวลไปต่างๆ นานา ทำให้ความคิดที่ว่า จะประหยัด จะเก็บเงินไว้เอากลับบ้านเยอะๆ หายไป และเริ่มใช้เงินซื้อความสุขให้ตัวเองบ้าง เช่น ไปกินอาหารอร่อยๆ แน่นอนว่าต้องอาหารไทย หรือไม่ก็ญี่ปุ่น ชอปปิ้งคลายเครียด และถ้าถึงที่สุดต้องมีจุดพักและบินกลับไปเยี่ยมบ้านบ้าง เหมือนให้รางวัลกับชีวิต บอกตัวเองว่าอดทนอีกนิดนะ เดี๋ยวก็จะได้กลับบ้านแล้ว

เวลาในปีแรกผ่านไปช้ามาก ช้าจนรู้สึกทรมาน โดยเฉพาะเมื่อรุ่นพี่คนนั้นจบการศึกษากลับเมืองไทยไปแล้ว เนื่องจากเมืองไมนซ์มีนักเรียนไทยน้อยมาก น้อยจนหากันไม่เจอ ชีวิตที่ขาดเสียงภาษาไทยและต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวคนเดียว จึงเป็นอะไรที่กดดันอยู่ลึกๆ ไม่มีใครให้ปรับทุกข์มากนักนอกจากเพื่อนจีน มิตรแท้ต้องเอเชียด้วยกันนี่แหละถึงจะเข้าใจกันดี ไม่อยากบอกที่บ้านเพราะกลัวแม่และพี่จะกังวล กระแสโรคซึมเศร้ามาแรงจนกลัวว่าตัวเองจะอินเทรนด์ไปด้วย ต้องพยายามเลี่ยงไม่สนใจ สุดท้ายจึงตระหนักว่าไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง ต้องพยายามคิดบวก ตั้งใจทำงาน เมื่อเราโฟกัสกับงานเรื่องฟุ้งซ่านในหัวก็จะหายไป และหมั่นช่วยเหลือผู้อื่น เราเชื่อมั่นว่าถ้าเราหมั่นทำดีเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง ระหว่างนั้นก็มีเด็กนักศึกษาไทยจากที่ต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาระยะสั้นๆ เราเชื่ออย่างหนึ่งว่ าการที่เราได้มาพบเจอกันเป็นสิ่งที่โชคชะตาลิขิตไว้แล้ว ให้ได้มาประคับประคองเกื้อหนุนกัน ได้มีเพื่อนปรับทุกข์เพื่อนเที่ยว การไปเที่ยวก็เหมือนการไปชาร์จแบต ทิ้งโลกแห่งความจริงไว้เบื้องหลัง พอหมดเวลาแล้วก็ต้องกลับไปสู้กันใหม่

หลังจากปีแรกผ่านไป ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ร่างกายปรับตัวได้ดี ดีจนไม่รู้สึกถึงความเค็มของอาหารแล้ว รู้ว่าเมนูไหนอร่อยจากการลองผิดลองถูกกับอาหารใน Mensa ในที่สุดก็กินอาหาร Mensa จนหมดจานได้ การทำอาหารกินเองในตอนแรกเหมือนเป็นเรื่องสนุกที่อยากลองทำตามเมนูต่างๆ ในอินเตอร์เน็ท แต่พอเริ่มงานเยอะ ทำวิจัยหนัก การทำอาหารจึงเริ่มน้อยลง เลยสลับเป็นเมนูสำเร็จรูปบ้าง เช่น สลัดบาร์ อาหารญี่ปุ่น หรือไก่ย่างในซูเปอร์มาเก็ต ก็ทำให้ไม่น่าเบื่อ ที่สำคัญคือพยายามกินให้ครบห้าหมู่ และเสริมวิตามินโดยเฉพาะวิตามินซี เพราะถ้าป่วยที่นี่จะลำบากมาก ทั้งการซื้อยาและการเข้าพบแพทย์ การมาที่นี่เป้าหมายสำคัญคือการเรียน แต่การเรียนนั้นไม่ได้มีแต่ในตำราหรือห้องแล็บ การเรียนรู้วัฒนธรรมด้วยการทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเช่นกัน เช่น การพายเรือแคนู การนั่งรถแทรคเตอร์ชมไร่องุ่น (Funzelfahrt) การแต่งตัวแฟนซีในงานคาร์นิวัล (Rosen Montag) การร่วม Barbeque party และการดื่มไวน์อุ่น (Glühwein) ในตลาดคริสมาสต์ เป็นต้น นอกจากสนุกแล้วยังทำให้เราสนิทกับเพื่อนในกลุ่มมากขึ้นด้วย
ทุกการเดินทางมีจุดเริ่มต้นก็ย่อมต้องมีจุดสิ้นสุด ปีที่สามเป็นอะไรที่ถึกมาก ต้องเร่งทุกอย่าง ปิดแล็บ เขียนเล่ม ตรวจแก้ รอสอบ ทุกขั้นตอนก็มีความเครียดต่างๆ กัน คิดไปถึงตอนแรกก่อนเขียนเล่ม นึกไม่ออกว่าจะทำทั้งหมดนี่ให้เสร็จทันเวลาได้ยังไง ทำได้แค่ค่อยๆ ทำไปทีละขั้น ในที่สุดการเดินทางนานสามปีครึ่งก็ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 19 มีนาคม 2562 หลังสอบ defense จบ เสียงแสดงความยินดีจากเพื่อนๆ ที่เข้ามากอด ตามมาด้วยขบวนแห่รอบมหาวิทยาลัย และสุดท้ายปีนขึ้นหลังรูปปั้นม้าเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ ประสบการณ์อันยาวนานที่ได้จากเยอรมนีทั้งหมดนี้จะอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป