สนร. เยอรมนี ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ นางสาวมนัญชยา ยาหมิน นทร. โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 3 ในโอกาสสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (สนร. เยอรมนี) ขอแสดงความยินดีกับ น.ส. มนัญชยา ยาหมิน นทร. โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 3 ได้รับทุนให้มาศึกษาระดับปริญญาตรี และสำเร็จการศึกษาในสาขาวิศวกรรมเคมี ณ มหาวิทยาลัยศาสตร์ประยุกต์มันไฮม์ (Hochschule Mannheim) สนร. เยอรมนี ขออวยพรให้ น.ส. มนัญชยาฯ (วา) พบแต่ความสำเร็จและความก้าวหน้าในก้าวเดินต่อไปในชีวิต พร้อมนี้ น.ส. มนัญชยาฯ ได้ฝากบอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตและการศึกษาวิจัยในเยอรมนีให้แก่เพื่อนนักเรียนทุนได้อย่างน่าประทับใจ

 

สวัสดีค่ะ ดิฉัน นางสาว มนัญชยา ยาหมิน จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมเคมี จากมหาวิทยาลัย Hochschule Mannheim ขอใช้พื้นที่ตรงนี้เขียนเล่าประสบการณ์ในเยอรมนีตลอดเวลาหกปีที่ผ่านมาค่ะ

เริ่มจากปีแรก เรียนภาษาเยอรมัน ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่สบายที่สุด มีความเครียดน้อยที่สุด เพราะเรียนภาษาแค่ครึ่งวัน อีกครึ่งวันคือเวลาว่างเพื่อทำการบ้านและทบทวนบทเรียน ความรับผิดชอบเดียวที่มี คือแค่ต้องสอบวัดระดับภาษาให้ผ่าน เพื่อให้เป็นหลักฐานในการสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยต่อไป ด้วยความที่ทุกอย่างแตกต่างจากประเทศไทย ทั้งสถานที่ ผู้คน อาหาร วัฒนธรรม สภาพอากาศ ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย ที่เราไม่เคยทำตอนอยู่ที่ประเทศไทย ชีวิตตอนนั้นเลยมีแต่ความสุข ความสนุก และไม่มีความเศร้าคิดถึงบ้านเลย อยากแนะนำให้ทุกคนใช้เวลาช่วงนี้ให้คุ้มค่าที่สุด ออกไปทำกิจกรรมข้างนอกหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ทางสถาบันได้จัดขึ้น เพราะจริงๆ แล้ว ภาษาจะพัฒนาเร็วเมื่อเราได้ใช้ในโลกจริงๆ

เข้าสู่ปีที่สอง คือ การเรียนในโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย ช่วงนี้จะเป็นการเรียนเนื้อหาคล้ายๆ กับระดับมัธยมปลายที่ประเทศไทย แต่ต่างกันที่ต้องเรียนเป็นภาษาเยอรมัน ความยากไม่ได้อยู่ตรงเนื้อหาที่เรียน แต่เป็นการเรียนรู้คำศัพท์เฉพาะทางในวิชานั้นๆ ซึ่งตอนเรียนภาษาเราจะเรียนแค่ศัพท์ทั่วไปมากกว่า ด้วยความโชคดีที่พอมีความรู้ตอนมัธยมปลายอยู่บ้าง ทำให้การทำความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนง่ายขึ้นมาก จึงมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนจากหลายๆ ประเทศ ทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมจากชาติอื่นๆ อีกด้วย ดิฉันคิดว่าการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนทำกิจกรรมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องเรียน เป็นตัวช่วยลดความเครียดจากการเรียนที่ดีมาก ส่งผลดีกับตัวเราทั้งสุขภาพกาย เพราะได้ไปทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา ไม่อุดอู้อยู่แต่ในห้องพักหลังเลิกเรียน และที่สำคัญคือสุขภาพใจ ทำให้เราสนุก มีความสุข และมีคนคอยแชร์ความรู้สึกในวันที่เรามีความทุกข์ ทำให้เราผ่านปัญหาต่างๆ ไปได้เมื่อมีเพื่อนอยู่ข้างๆ

ปีที่สามเป็นต้นไป คือ ชีวิตในมหาวิทยาลัย ตอนนี้แหละที่ความจริงได้เริ่มต้นขึ้น ต่อให้เราเก่งภาษาเยอรมันมากตอนสองปีแรก มาถึงตอนนี้เราจะไม่มีทางเข้าใจเนื้อหาที่อาจารย์สอนในห้องเรียนได้ร้อยเปอเซ็นต์แบบเพื่อนคนเยอรมัน เพราะสุดท้ายเราก็ไม่ใช่เจ้าของภาษาอยู่ดี สิ่งที่เราทำได้คือจับใจความสำคัญให้ได้ว่าคาบนี้อาจารย์สอนอะไร และหลังจากนั้นคือการใช้ความขยันเข้าสู้ อ่านทบทวนหลายๆ รอบ อ่านทั้งจากเอกสารที่อาจารย์แจกในชั้นเรียน และยืมหนังสือจากห้องสมุดมาอ่านเพิ่มเติมในส่วนที่เรายังไม่เข้าใจ ต้องฝึกทำโจทย์ แบบฝึกหัด ข้อสอบเก่าเยอะๆ เท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญสุดๆ คือการติวหนังสือกับเพื่อน ตัวคนเดียวเราไม่มีทางเก็บเนื้อหาที่อาจารย์สอนได้หมด แต่การที่เราช่วยกันสอน ช่วยกันอธิบาย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาระดับหนึ่ง อีกอย่างที่ดิฉันมองว่าระบบการศึกษาที่นี่ดี คือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีโอกาสไปฝึกงานกับบริษัทข้างนอกเป็นระยะเวลาหกเดือน ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตในการทำงานจริงๆ ที่นอกเหนือจากการเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเรียนในห้อง และได้นำความรู้ที่เรียนจากห้องเรียนมาปฏิบัติจริงแบบลึกมากขึ้น ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันกับผู้อื่น และที่สำคัญคือได้แรงบันดาลใจหรือกำลังใจที่จะกลับมาพัฒนาตัวเองยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

สุดท้ายนี้ ดิฉันอยากจะฝากไว้ว่า อย่ามาเรียนเพื่อใบปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้ใช้ช่วงเวลาตรงนี้ค้นหาตัวเอง เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ เพราะดิฉันเชื่อว่าการเรียนรู้จากนอกห้องเรียนก็สำคัญไม่แพ้การเรียนในห้องเรียน เวลาหกปีในเยอรมันไม่ได้ให้ดิฉันแค่ใบปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่ทุกๆ ประสบการณ์ที่นี่ได้ทำให้ดิฉันเติบโตขึ้น และได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ขอให้พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่จะมาเรียนที่นี่ ใช้ชีวิตที่นี่ให้คุ้ม และประสบความสำเร็จตามที่ทุกคนหวังด้วยค่ะ