สนร. เยอรมนี ขอแสดงความยินดีกับนทร. ก.พ – ไทยพัฒน์ น.ส. ลลิตตา สุริยาอรุณโรจน์ ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก

pol

น.ส. ลลิตตา สุริยาอรุณโรจน์ ได้รับทุนให้มาศึกษาในระดับปริญญาเอก ณ ศูนย์วิจัยสัตว์ตระกูลไพรเมตแห่งเยอรมนี (Deutsches Primatenzentrum: DPZ) Universität Göttingen และได้สำเร็จการศึกษาไปเมื่อวันที่ 19 ส.ค.59 ในโอกาสนี้ สนร. เยอรมนี ขออวยพรให้ น.ส. ลลิตตา ฯ ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่ได้ศึกษาในเยอรมนีนำไปพัฒนาประเทศไทยต่อไป    สุดท้ายนี้ น.ส. ลลิตตาฯ ได้ฝากบทความบอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตนักศึกษาในเยอรมนีมาเล่าสู่กันฟัง

นับเป็นเวลากว่าสิบสามปีที่ผู้เขียนได้จากบ้านมาฝึกวิทยายุทธในต่างแดน สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้เขียนได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาดังกล่าวกลับไม่ใช่เนื้อหาในเชิงวิชาการ (ที่อย่างไรเสียเราก็ต้องมุ่งมั่นให้สำเร็จ) แต่การที่ผู้เขียนได้มีโอกาสย้ายตัวเองไปในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้พบผู้คนต่างพื้นเพ ต่างความคิด และการที่ได้ก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเองในแต่ละครั้งบังคับให้ผู้เขียนต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว และเปิดใจที่จะยอมรับและเคารพผู้อื่น ทั้งฝึกความอดทนในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ ‘บ้าน’ ของตัวเอง

หลังจากที่ลงจากเครื่องบิน เปิดกระเป๋าจัดของเข้าชั้นในห้องพักห้องแรกในต่างแดน เดินออกสำรวจร้านค้าและผู้คนในวันแรก (หรือจนกระทั่งวันเดินทางกลับ สำหรับเพื่อนนักเรียนนอกบางท่าน :D) ผู้เขียนเชื่อว่าหลายท่านต้องรู้สึกถึงความแตกต่างของสภาพแวดล้อม ผู้คน และวิถีชีวิตจากที่ได้ประสบมาในเมืองไทย เป็นต้นว่า บางอย่างที่เมืองไทยอาจสะดวกสบายกว่า บางอย่างที่เยอรมันอาจมีประสิทธิภาพกว่า และเมื่อมาอยู่ต่างแดนนานเข้า บวกกับได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปประเทศอื่นๆ อาจได้สังเกตเพิ่มเติมอีกว่า บางอย่างที่นอร์เวย์ก็น่าสนใจ หลายๆอย่างในอิตาลีก็ดูดี ฯลฯ การได้เปิดโลกและเห็นชีวิตผู้คนในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันทำให้ผู้เขียนได้ขยายมุมมองในด้านต่างๆ ของชีวิตออกไป และได้เรียนรู้ว่าชีวิตไม่ได้มีแบบแผนตายตัวอยู่ไม่กี่แบบ อาจารย์ชาวเยอรมันท่านหนึ่งเคยคุยกับผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “การที่เราได้เดินทางไปในที่ต่างๆ ทำให้เราสามารถเลือกสิ่งที่เราชอบจากที่ต่างๆ มาเติมให้ชีวิตของเราได้” ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้เป็นอย่างย่ิง เพราะผู้เขียนได้เรียนรู้ว่าหากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ เราก็อาจจะเข้าใจไปได้ว่าส่ิงที่เราเห็นมันเป็นอยู่อย่างนั้น และไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าอาจจะมีสิ่งที่ ‘เป็นเรา’ มากกว่านี้อยู่ที่อีกมุมหนึ่งของโลกก็ได้ ผู้เขียนเห็นว่าการได้เดินทางไปใช้ชีวิตในที่ต่างๆ ก็เปรียบเสมือนการไป ‘ช้อปปิ้ง’ ทางวัฒนธรรมและความคิด เพื่อนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาประกอบเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด (the best version) ของตัวเอง ~ The journey of the sun and moon is predictable. But yours, is your ultimate art (Suzy Kassem).

อนึ่ง นอกจากการเลือกเอาสิ่งที่ชอบจากวัฒนธรรมต่างๆ มาประยุกต์ใช้แล้ว การทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราไม่ชอบก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย เพราะในที่สุดแล้วความคิดและคุณค่าส่วนใหญ่บนโลกนี้อาจไม่ถูกต้องหรือเหมาะสมในทุกกรณี ทุกสถานที่ หรือทุกเวลา การที่เรายึดถือความคิดหรือกรอบความเชื่อของตัวเองว่าถูกต้องในทุกที่ที่เราแบกมันไป ทั้งบังคับให้ทุกคนเห็นตามหรือเห็นควรต้องปฏิบัติตามกรอบความคิดที่เราจำกัดไว้ ย่อมก่อให้เกิดความไม่ลงรอยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ได้ใช้ชีวิตในที่ใหม่ๆ ได้พบปะผู้คนต่างที่มาและความสนใจ ทั้งเพื่อนคนไทยด้วยกันเอง หรือเพื่อนต่างชาติ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้ที่จะเปิดใจยอมรับแนวคิดซึ่งอาจจะไม่ตรง หรืออาจจะสวนทางกับแนวคิดเดิมของผู้เขียนเอง ที่เป็นตัวตั้งต้นเพื่อนำไปสู่การถกเถียงอภิปราย ก่อให้เกิดความเข้าใจและเคารพในความแตกต่าง รวมไปถึงการได้ย้อนมาสำรวจความคิดของตัวเองอย่างสม่ำเสมอว่าสิ่งต่างๆ ที่เรายึดถืออยู่นั้นมันยังจริงแท้และเป็นสากลอยู่หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดใจพูดคุยอย่างสร้างสรรค์โดยไม่เอามาถือเป็นเรื่องส่วนบุคคลเป็นคุณสมบัติของคนเยอรมันที่ทั่วโลกยอมรับ อย่างไรก็ดี ในบางสังคมอาจมองว่าการวิจารณ์ตรงๆ นั้นอาจหยาบคายหรือเป็นเรื่องก้าวร้าว แต่ผู้เขียนเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหากเป็นการถกเถียงในสิ่งที่ถูกต้องสร้างสรรค์และตั้งอยู่บนฐานของความเคารพในคู่สนทนาเป็นอย่างดีแล้วย่อมจะนำไปสู่การพัฒนาระหว่างคู่สนทนาและสังคมแบบปัญญาชนที่พึงมี ~ If everyone is thinking alike, then somebody isn’t thinking (George S. Patton).

ในระหว่างการเป็นนักศึกษาต่างชาติ นอกจากที่จะต้องเรียนรู้และปรับตัวกับผู้คน ภาษา และระบบต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยแล้ว การได้มีโอกาสดำเนินชีวิตลำพังในต่างแดนก็เป็นโอกาสสำคัญให้เราได้เรียนรู้และฝึกฝนตัวเองไปในตัว ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนในการใช้ชีวิตประจำวัน การจัดการกับสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น งานเอกสาร การติดต่อขอข้อมูล การหาและย้ายที่พัก การดูแลตัวเองทั้งทางร่างกายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางจิตใจ  ผู้เขียนมั่นใจว่าหลายๆ ท่านต่างต้องเคยประสบกับช่วงเวลาที่ อยู่ๆ ความมั่นใจและกำลังใจก็เลือนหายไป การเปรียบเทียบกับความก้าวหน้าของคนรุ่นราวคราวเดียวกับเราที่เมืองไทย ความเหงาที่ต้องใช้ชีวิตไกลครอบครัว บวกกับสภาพอากาศในหน้าหนาวที่เร่งปฏิกิริยาให้ทุกอย่างแย่ลงไปได้อีก เพื่อนนักศึกษาชาวเยอรมันเคยกล่าวเล่นกับผู้เขียนอย่างน่าสนใจมากว่า ‘การศึกษาปริญญาเอกเหมือนกับการยกหินหนักก้อนหนึ่งค้างไว้นานๆ…แต่ในทางจิตใจนะ’  ผู้เขียนเห็นว่าคำกล่าวนี้ใช้ได้กับนักศึกษาต่างชาติในทุกระดับเพราะต้องอดทนและต่อสู้กับจิตใจของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในสมัยที่ผู้เขียนเข้าเรียนปริญญาตรีที่ฝรั่งเศส ด้วยเหตุที่ภาษาที่ใช้ไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา ผู้เขียนจึงต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้น ด้วยการอ่านหนังสือหลายๆ รอบจากตำราหลายๆ ฉบับ เพื่อให้ความเข้าใจในบทเรียนมาชดเชยจุดอ่อนในด้านภาษา จากเด็กไทยที่ไม่กล้ายกมือตอบคำถามก็ต้องค่อยๆ กระเทาะกำแพงแห่งความขี้อายที่ถูกโบกมาอย่างหนาจากเมืองไทยออกไปอย่างช้าๆ กว่าจะมีความกล้าทัดเทียมเพื่อนร่วมชั้น จนในที่สุดก็สามารถก้าวข้ามผ่าน และเริ่มสนุกกับความท้าทายต่างๆ ของชีวิตนักศึกษาในต่างแดน ~ There is no traffic jam along the extra mile (Roger Staubach).

เมื่อได้เริ่มศึกษาระดับปริญญาเอก แบบฝึกหัดการต่อสู้กับจิตใจตัวเองก็เข้มข้นขึ้น ผู้เขียนเองเคยกล่าวเล่นกับเพื่อน นทร. หลายท่านว่าการศึกษาปริญญาเอกในเยอรมนีนี่เหมือนหัดให้เด็กว่ายน้ำด้วยการโยนลงสระ ถ้าไม่พยายามตะกุยตะกายก็คงไม่รอด อาจารย์ที่ปรึกษาจะทำหน้าที่เป็น mentor ป้อนคำถาม (ที่หลายๆครั้งอาจารย์ก็ไม่ได้มีคำตอบ) เราก็มีหน้าที่ไปเสาะหาคำตอบ โดยต้องไปอ่าน ไปฝึก ไปลองผิดลองถูก ผ่านไปหลายอาทิตย์อาจพบว่าคำถามไม่มีคำตอบ หรือวิธีการนำไปสู่คำตอบยังไม่ถูกต้อง นำไปสู่การเริ่มต้นของคำถามใหม่ จากนั้นก็เริ่มไปอ่าน ไปฝึก ไปลองผิดลองถูก ฯลฯ (ทำวนไปค่ะ) ความก้าวหน้าของการค้นคว้าวิจัยปริญญาเอกในบางช่วงจึงเชื่องช้าจนทำให้เหนื่อยและท้อใจ บวกกับอุปสรรคที่มักจะแทรกตัวเข้ามาแบบผิดที่ผิดเวลา แบบฝึกหัดทางอารมณ์ที่เข้ามาในรูปแบบต่างๆ เปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้สังเกตและศึกษาจิตใจของตัวเอง เข้าใจและเรียนรู้ที่จะผ่อนหนักผ่อนเบากับความเอาแต่ใจของอารมณ์ ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการสะดุดตกหลุมอารมณ์เดิมๆ ซ้ำๆ ได้บ้าง ผู้เขียนได้เรียนรู้ว่าเราทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลจิตใจของตัวเอง ประคับประคองให้ยึดมั่นในจุดหมายและไม่ปล่อยให้เสียกำลังใจไปง่ายๆ เช่น หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบอย่างไร้ประโยชน์ ต่อสู้กับอุปสรรคโดยมองเป็นสิ่งท้าทาย เรียนรู้จากข้อผิดพลาดและคำวิจารณ์แต่เมินเฉยต่อคำทำร้ายจิตใจที่ไม่เป็นประโยชน์ รู้เท่าทันและปล่อยว่างไม่ให้อารมณ์ลบๆ ลากความมั่นใจของเราให้ติดลบลงไปด้วย พักผ่อนบ้าง ฯลฯ และเมื่อใจพร้อม ความมุ่งมั่นและกัดไม่ปล่อยจะเป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญที่จะผลักดันเราไปสู่ความสำเร็จและไม่ปล่อยให้เรายอมแพ้กลางทาง ~ Success consists of going from failure to failure without loss of enthusiasm (Winston Churchill).

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณ สนร. เป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสแบ่งปันประสบการณ์ให้แก่เพื่อนๆ นทร. ขอขอบคุณเพื่อนๆ นักเรียนไทยในต่างแดนที่ได้เคยผ่านเข้ามามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้กำลังใจและมอบมิตรภาพที่ทำให้ชีวิตในต่างแดนของผู้เขียนไม่อ้างว้างจนเกินไป และขอขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาอ่านบทความนี้ หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ขอให้ความอดทนมุ่งมั่นจงอยู่กับท่านในทุกวันไม่ต่างจากวันแรก และขอให้สนุกกับการสร้าง the best version ของทุกคน ~ A ship is safe in harbor, but that’s not what ships are for (William G.T. Shedd).