การเดินทางไปปฏิบัติราชการของรองเลขาธิการ ก.พ. และคณะฯ ศึกษาดูงาน ณ กระทรวงมหาดไทยของสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี กรุงเบอร์ลิน

ในโอกาสที่ได้การเดินทางไปปฏิบัติราชการเข้าร่วมงานประชุมใหญ่นักเรียนทุนรัฐบาลในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำปี 2562 และงาน Career day 2019 @ Berlin ระหว่างวันที่ 27 – 29 กุมภาพันธ์ 2562 ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี นางชุติมา หาญเผชิญ รองเลขาธิการ ก.พ. พร้อมด้วยนางสาววัชราพร รัตนยานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์จัดการศึกษาในต่างประเทศและบริหารความรู้ (ศกศ.) นางจิราพร วิโรจน์ชีวัน นักทรัพยากรบุคคลเชี่ยวชาญ ศูนย์นักบริหารระดับสูง (สบส.) และนางสาวปุณณัฐฐา ชัยศิริวงษ์ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ (ศกศ.) และสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (สนร. เยอรมนี) นำโดย นางนิสรา อุปถัมภ์ประชา อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการศึกษา) พร้อม นายอดิศักดิ์ อุปถัมภ์ประชา คู่สมรส และเจ้าหน้าที่ สนร. เยอรมนี ยังได้เข้าศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กับกระทรวงมหาดไทยของสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนีในหัวข้อเรื่อง “งานบริหารจัดการภาครัฐ มุมมองด้านประชากรศาสตร์และแลกเปลี่ยน Best Practice กับกระทรวงมหาดไทย” ณ กระทรวงมหาดไทย (Federal Ministry of the Interior, Building and Community) กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2562 โดยมีผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย นางฟรีดเดอริเค่อ ดานส์ (Ms. Friederike Dahns) หัวหน้าแผนกการเปลี่ยนแปลงประชากรศาสตร์และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ กล่าวต้อนรับ พร้อมคณะ ประกอบด้วย

1. ดร. คอนสตันติน นิสเซ่อ (Dr. Konstantin Nitze) ผู้แทนจากแผนก D1 ว่าด้วยงานภาครัฐ งานภารกิจหลักและการต่างประเทศรวมทั้งสิทธิ หน้าที่ กฎหมายเกี่ยวกับข้าราชการ

2. นายคริส ชเมลเซอร์ (Mr. Chris Schmelzer) ผู้แทนจากแผนก DGII1 ว่าด้วยการพัฒนางานดิจิตัลในงานราชการและการจัดการงานราชการ และ

3. ดร. เอลเค่อ ลอยช์ชิงเงอร์ (Dr. Elke Loichinger) ผู้แทนจากสถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ ศึกษาด้านสังคมผู้สูงอายุของเยอรมนี และได้ศึกษาวิจัยเปรียบเทียบกับของไทยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเวลา 3 ปี

ในลำดับแรก นางฟรีดเดอริเค่อ ดานส์ ได้รายงานถึงบทบาทและหน้าที่หลักของกระทรวงมหาดไทย โดยได้รับหน้าที่เพิ่มเติมในภารกิจเพิ่มเติมนอกเหนือจากการงานกิจการดูแลและคุ้มครองประชาชนแล้ว ยังครอบคลุมงานบูรณาการให้คนกลุ่มน้อย ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเยอรมนี (integration) ได้ปรับตัวอยู่ในสังคมเยอรมันได้อย่างมีความสุข หากในส่วนงานราชการพบว่าภาวะข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าสู่วัยสูงอายุจึงต้องมีการศึกษาตัวอย่างจากประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยในการหายุทธศาสตร์เพื่อรองรับและแนวทางแก้ไทย โดย ดร. เอลเค่อ ลอยช์ชิงเงอร์ ได้กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยถึงแม้ว่าจะประสบภาวะสังคมผู้สูงอายุ หากมีอัตราการเกิดอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบการพัฒนาประชากรศาสตร์เยอรมัน-ไทย มุมมองผลกระทบต่องานภาครัฐ ท่านรองเลขาธิการ ก.พ. จึงเสริมว่า ประเด็นท้าทายของไทยคือการดึงดูดให้บุคคลกรรุ่นใหม่เข้ามาทำงานภาครัฐ โดยปัจจุบันได้จัดทำโครงการทุนสนับสนุนนวัตกรรมภาครัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเสนอโครงการต่อภาครัฐโดยตรง เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเข้าทำงานกับภาครัฐและตอบสนองความต้องการของประเทศในปัจจุบัน ในประเด็นดังกล่าว ดร. คอนสตันติน นิสเซ่อ ได้กล่าวเสริมว่า รัฐบาลเยอรมนีเล็งเห็นเรื่องการแข่งขันกับภาคเอกชนในฐานะผู้ว่าจ้าง จึงเปิดช่องทางให้แต่ละกระทรวงสามารถกำหนดเวลาการทำงานที่คล่องตัวและตอบสนองความต้องการของบุคคลากร ในลักษณะที่เรียกว่า mobile work และ flexible time โดยสามารถกำหนดชั่วโมงการทำงานทั้งที่หน่วยงานและนอกสถานที่ได้ ในกรอบอัตรา 40-41 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรืออาจขอลดภาระการทำงานได้ถึงขึ้นต่ำสุดร้อยละ 50 และได้รับค่าตอบแทนตามสัดส่วนของชั่วโมงการทำงานได้ ในประเด็นด้านการนำสื่อดิจิทัลมาใช้ในการทำงานนั้น ทางกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้นำโครงการนำร่อง “เครือข่ายการพัฒนางานราชการ” ผ่านกลุ่มเครือข่ายแผนกทรัพยากรบุคคล (Human Resource) ของหน่วยงานของตนทั่วประเทศ เมื่อต้นปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) โดยผ่านการประชุมออนไลน์ สร้างกลุ่ม online community เพื่อรวบรวมประเด็นปัญหาที่ร่วมกัน และร่วมอภิปรายหาทางแก้ไขปัญหา อาทิเช่น พบปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้าน IT กว่า 30000 ตำแหน่ง ด้านนิติศาสตร์ กว่า 180000 ตำแหน่ง เป็นต้น โดยปัจจุบัน สำนักนายกรัฐมนตรีเล็งเห็นความสำคัญของ Big Data ในภาพรวมของแต่ละรัฐ เพื่อวางนโยบายและพร้อมรับปัญหาให้ตรงจุด จึงได้อนุมัติให้ดำเนินเนินโครงการต่ออย่างเป็นทางการ โดยมีการกำหนดหัวข้อที่ชัดเจนและมอบให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดทำแนวทางให้แก่กระทรวงต่างๆ ในหัวข้อเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อไป ในส่วนของประเทศไทย ท่านรองเลขาธิการ ก.พ. ได้กล่าวเสริมถึงประเด็น Thailand 4.0 และแจ้งว่าทางรัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยมอบให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดอบรมต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของข้าราชการในการใช้สื่อดิจิทัลในการทำงานเพื่อจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่เป็นฐานในการจัดบริหารจัดการข้อมูลของภาครัฐต่อไป