สนร. เยอรมนี ขอแสดงความยินดีกับนายอลงกรณ์ คำสา นทร. โอดอส รุ่นที่ 3.1 ที่สำเร็จในการศึกษาในระดับปริญญาตรี

สวัสดีครับ ผมเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ University of Applied Sciences Karlsruhe ในสาขา Electrical Engineering – Information Technology จะขอเล่าประสบการณ์ระหว่างการศึกษาตั้งแต่เรียนภาษา เตรียมมหาวิทยาลัย จนถึงการเรียนที่ Hochschule ตามนี้ครับ

ผมได้เรียนภาษาที่ Goethe-Institut Göttingen นับได้ว่าเป็นบ้านหลังแรกในเยอรมัน การเรียนภาษาที่สถาบันในแต่ละวันจะใช้เวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้น เพื่อให้การเรียนภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผมได้พยายามเข้าร่วมกิจกรรมที่ทางสถาบันจัดขึ้นให้ได้มากที่สุด กิจกรรมเวลาว่างก็มีตั้งแต่ การไปดูคอนเสิร์ต การร่วมวงสนทนา การเล่นเกม การแสดงละคร การไปทัศนศึกษา รวมไปถึงการเตะฟุตบอล กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ผมได้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนหลากหลายเชื่อชาติและฝึกภาษา แน่นอนความสามารถทางภาษาแค่ระดับ A1 จากไทยไม่ได้ทำให้สื่อสารกับเพื่อนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่การฝึกพูดอยู่ทุกวันทำให้รู้ว่า ผมสื่อสารได้มากน้อยแค่ไหน อะไรที่ต้องการจะสื่อแต่ยังสื่อสารไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ได้กระตุ้นให้ผมพยายามค้นคว้าเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่าการพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาบ้านเกิดจะมีข้อผิดพลาด นับตั้งแต่การใช้คำศัพท์ รูปประโยค ไปจนถึงไวยากรณ์ แต่นั่นเป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งของการสื่อสารเท่านั้น ผมได้เรียนรู้ว่า การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการสื่อสารด้วยคำพูดที่ง่ายที่สุดที่เราเข้าใจ

การเรียนภาษาใช้เวลาเกือบหนึ่งปี ช่วงกลางปีก็เป็นขั้นตอนของการสมัครสอบโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย (Studienkolleg) ด้วยการช่วยเหลือของสำนักงานผู้ดูแลนักเรียน (สนร. เยอรมนี) ทำให้การเตรียมเอกสารและการยื่นใบสมัครสอบเป็นไปอย่างราบรื่น ต้องขอขอบคุณทางพี่ๆ สนร. เยอรมนี มา ณ ที่นี้ด้วย ผมได้ยื่นใบสมัครไปที่ Karlsruhe Institut für Technologie ที่นี่ข้อสอบคัดเลือกเข้าเรียนจะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนภาษาเยอรมัน กับ คณิตศาสตร์ ในส่วนของการทดสอบภาษาเยอรมันจะเป็นการเติมคำศัพท์ที่หายไปในบทความ ซึ่งมีหนึ่งบทความมีความยาวประมาณ 5 – 10 บรรทัด การทดสอบนี้ถูกเรียกว่า OnDaf ข้อสอบแบบนี้จะง่ายมาก ถ้าสามารถเดาใจความสำคัญของบทความนั้นได้ ในส่วนของข้อสอบคณิตศาสตร์ ระดับความรู้ไม่เกินที่เราเรียนมาจากประเทศไทย อุปสรรคอย่างเดียวคือการเข้าใจโจทย์ การเตรียมตัวจึงเป็นการนำข้อสอบเก่าๆ มานั่งแปลเป็นส่วนใหญ่ ที่สถาบันนี้ผมได้เลือกเข้า T-Kurs ซึ่งเป็นการเตรียมสำหรับนักเรียนในสาขาเทคนิคและวิทยาศาสตร์ วิชาที่สอนที่นี่คือ คณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ (แบ่งเป็นกลศาสตร์และไฟฟ้า) และภาษาเยอรมัน เนื้อหาที่สอนจะครอบคลุมถึงระดับมหาวิทยาลัยในเทอมแรก ทุกคาบเรียนจะมีการเช็คชื่อทุกครั้ง ถ้าขาดเรียนหลายครั้งจะไม่มีสิทธิ์สอบ การเตรียมตัวที่สถาบันเตรียมมหาลัยโดยปกติจะใช้เวลาสองเทอม เกรดที่ได้ในเทอมแรกจะไม่ถูกนับรวมใส่กับเกรดเฉลี่ยตอนจบ ในแต่ละเทอมจะมีการสอบกลางภาคและปลายภาค ในเทอมที่สองจะมีการสอบ Feststellungsprüfung เพิ่มเข้ามา วิชาบังคับสอบคือ คณิตศาสตร์กับภาษาเยอรมัน ส่วนฟิสิกส์กับเคมีสามารถเลือกได้ว่าจะสอบวิชาไหนเนื้อหาในเทอมแรกที่นี่ครอบคลุมถึงระดับมัธยมหกที่ไทย ด้วยการที่หลงคิดว่ามันง่าย ในเทอมแรกผมจึงชะล่าใจ จนทำให้เกือบสอบตกวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งถ้าสอบตกวิชาเดิมสองครั้งจำเป็นจะต้องซ้ำชั้น ในเทอมที่สองเนื้อหาจะเข้มข้นกว่ามาก การเตรียมตัวสอบที่ได้ผลมากในตอนนั้นคือการติวกับเพื่อน มีหลายครั้งที่ผม “คิดว่าไปเอง” ว่าเข้าใจถูก แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่าการไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ การติวกับเพื่อนจึงเป็นการฝึกอธิบายและทดสอบความเข้าใจได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการเตรียมตัวสอบปากปล่าว (Mündliche Prüfung) ที่ดีเยี่ยม ซึ่งปกติจะไม่มีการสอบปากปล่าว ยกเว้นเกรดเฉลี่ยในเทอมสองของวิชานั้นต่างกับเกรดของ Feststellungsprüfung อยู่ 1.0

การเรียนในโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยใช้เวลาประมาณหนึ่งปี หลังจากนั้นก็เป็นช่วงสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ผมได้เลือกสมัครเข้า Hochschule Karlsruhe Technik und Wirtschaft (University of Applied Sciences Karlsruhe) ในสาขา Elektrotechnik und Informationstechnik (Electrical Engineering – Information Technology ) หลักสูตร 7 เทอม ซึ่งมหาวิทยาลัยเรียกว่าเป็น Fachhochschule (มหาวิทยาลัยศาสตร์ประยุกต์) ไม่ใช่ Universität การยื่นเอกสารสมัครเข้าเรียนต้องใช้เอกสารที่ระบุเกรดเฉลี่ยรวมของเกรดจากโรงเรียนที่ไทยและเกรดจากโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย ที่รัฐ Baden-Württemberg โรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยที่ Konstanz จะเป็นคนออกเอกสารดังกล่าวให้ เกรดเฉลี่ยจากไทยช่วยดึงเกรดเฉลี่ยรวมให้ดีขึ้นมาก ทำให้โอกาสในการถูกรับเข้าศึกษาเพิ่มขึ้นด้วย

การเรียนเทอมแรกที่มหาวิทยาลัยนี้ส่วนใหญ่เนื้อหาของวิชาพื้นฐานเป็นสิ่งที่เรียนมาแล้วจากโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือภาคปฏิบัติซึ่งมีเยอะมากในเทอมแรกและเทอมที่สอง เรียกได้ว่า สองเทอมแรกเป็นเทอมคัดนักเรียนออก และเป็นสองเทอมที่เกรดจะไม่ถูกคำนึงถึงตอนคิดเกรดเฉลี่ยหลังจากจบการศึกษา เพราะถือว่าเป็นรายวิชาพื้นฐาน สี่เทอมหลังเป็นวิชาหลักของสาขา ในเทอมที่ห้าเป็นการฝึกงานที่บริษัท ส่วนเทอมที่เจ็ดเป็นการเขียนวิทยานิพนธ์ ซึ่งทางสถาบันสนับสนุนให้ทำที่บริษัท เทอมที่หนักสุดคือเทอมที่สี่เนื่องด้วยภาคปฏิบัติที่เข้มข้นขึ้น ในเทอมนี้ผมได้เลื่อนสอบไปสองรายวิชาเนื่องจากอ่านสอบไม่ทัน วันสอบของที่นี่จะกระจายอยู่ในสองอาทิตย์แรกของเดือนสุดท้ายของเทอม ถ้าจะสอบหมดทุกตัวก็ต้องทบทวนบทเรียนตั้งแต่เนิ่น เทอมที่ชอบที่สุดคือเทอมฝึกงานและตอนเขียนวิทยานิพนธ์ ช่วงเวลาที่ได้อยู่ในบรรยากาศของการทำงานจริงทำให้ผมได้มีโอกาสขยายกรอบความคิดของตัวเองออกไป ว่าในชีวิตการทำงาน ความรู้เฉพาะทางอย่างเดียวไม่ได้ประกันความสำเร็จ ทักษะการวางตัว การสื่อสาร และการบริหารความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน รวมทั้งฝ่ายบริหาร เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในทุกสายอาชีพ ผมได้เรียนรู้ว่าทัศนคติของการทำงานเป็นทีมและประสบความสำเร็จแบบเป็นทีมมีความสำคัญมากสำหรับองค์กรทุกขนาด จนถึงทุกวันนี้ผมยังภูมิใจที่ได้ทำงานที่ตัวเองได้รับเป็นอย่างดี และมีส่วนร่วมในการที่ทำให้องค์กรไปถึงเป้าหมาย ในฐานะองค์ประกอบเล็กๆของเครื่องจักรขนาดใหญ่

ความสำเร็จที่ได้มาในวันนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุน หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน และการสนับสนุนจาก ท่าน อทศ. รวมทั้งพี่ๆ สนร. เยอรมนี ทุกคน กระผมขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมมา ณ ที่นี่ด้วยครับ