สนร. เยอรมนี ขอแสดงความยินดีกับ น.ส. เสาวลักษณ์ เฉลียวเลิศอำพล นทร. ก. วิทย์ฯ ในโอกาสสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก

สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (สนร. เยอรมนี) ขอแสดงความยินดีกับ น.ส. เสาวลักษณ์ เฉลียวเลิศอำพล (นทร. ก. วิทย์ฯ ปี 2556) ได้รับทุนให้มาศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชานาโนเทคโนโลยี เน้น Nanomaterials ณ สถาบันวิจัย Max Planck Institute of Colloids and Interfaces มหาวิทยาลัยพอทสดัม (University of Potsdam) โดยมี Prof. Dr. h.c. Markus Antonietti เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และสอบผ่านป้องกันดุษฎีนิพนธ์เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 61 ที่ผ่านมา สนร. เยอรมนี ขออวยพรให้ประสบความสำเร็จและเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานต่อไป พร้อมนี้ น.ส. เสาวลักษณ์ฯ ได้ฝากข้อความดีๆ บอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตและการศึกษาวิจัยในเยอรมนีให้แก่น้องๆ นักเรียนทุน

ประสบการณ์การชีวิตที่ประเทศเยอรมนี ขณะศึกษาระดับปริญญาเอก ที่ Max Planck Institute of Colloids and Interfaces (MPIKG), University of Potsdam, Potsdam ขอเริ่มจากการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป การที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาเยอรมันได้เลย นอกจากตัวเลขเท่านั้น ถือว่าไม่ง่ายนัก บางครั้งก็ต้องใช้วิจารณญาณในการเดาความ โดยอาศัยภาษากายและบริบทแวดล้อมในการเอาตัวรอดค่ะ แต่ถ้าต้องไปติดต่อหน่วยงานของเยอรมันเหมือนกินยาขมเลยทีเดียว แต่โชคดีสำหรับการทำวิจัยที่ MPIKG คนเยอรมันและคนต่างชาติที่นี่จะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ดีมาก มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นนักเทคนิคหรือเจ้าหน้าที่งานบริหารที่อาจจะพูดไม่ได้ แต่สิ่งที่ยากกลับกลายเป็นเรื่องของภาษาอังกฤษของตัวเราเองนี่ล่ะค่ะ ช่วงแรก ๆ คุยกะใครไม่ค่อยรู้เรื่อง ฟังก็ไม่ทัน แต่อาศัยยิ้มสู้เข้าไว้ คิดเอาเองว่าภาษาอังกฤษของเราพัฒนาดีขึ้นหรือไม่ ก็ทักษะในการฟังของผู้รับฟังสำเนียงอังกฤษแบบไทย ๆ ก็คงจะพัฒนาเอง การมาอยู่ช่วงแรก ๆ ยอมรับว่าตกใจในหลาย ๆ สิ่งที่แปลกและแตกต่าง ของทั้งสังคมเยอรมันเอง และของชาวต่างชาติที่เราพบเจอ และที่ต้องอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน พฤติกรรมบางอย่างที่เราอาจจะไม่เข้าใจกับตรรกะความคิด แต่เมื่อไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่ทำให้เราไม่ชอบ ไม่พอใจได้ สุดท้ายสิ่งที่ทำได้และทำให้เราอยู่ได้คือ การทำใจยอมรับค่ะ และท้ายที่สุดของการทำใจยอมรับมันจะกลายเป็นความเข้าใจค่ะ

ด้านการเรียนในระดับปริญญาเอก ส่วนใหญ่คือการทำวิจัยซึ่งได้มีโอกาสเข้าไปทำวิจัยที่ MPIKG ต้องยอมรับว่าหิน และโหดมากค่ะ จะมาทำเรื่อย ๆ ไม่รีบไม่ได้ค่ะ ถึงแม้ว่าจะมีทุนการศึกษาของไทยมาเอง ไม่ได้เป็นลูกจ้างนักศึกษาปริญญาเอกของ MPIKG แต่ทุกคนที่มาทำวิจัยที่นี่เก่งกันทุกคน พวกเขาสามารถผลิตผลงานออกมาได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ กลายเป็นความกดดันตัวเราเอง การทำวิจัยที่นี่สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกแล้ว ทุกคนต้องผ่านขั้นตอนการประเมินงานตอน 6 เดือนแรก (เหมือนช่วงทดลองงาน) จาก Supervisor ถ้าผลงานไม่น่าพอใจ ก็ไม่ได้ไปต่อค่ะ เก็บของออกไปได้เลย พอครบ 1 ปี ของการทำวิจัย ต้องมีผลงานเพียงพอที่จะร่างต้นฉบับเพื่อตีพิมพ์ ฯ พอครบ 2 ปี ควรจะมีร่างบทความวิจัยฉบับที่สองเตรียมไว้แล้ว และ Supervisor จะเป็นคนตัดสินใจว่าผลงานวิจัยเพียงพอที่จะเขียนเล่มวิทยานิพนธ์เพื่อขอจบการศึกษาได้หรือไม่ จากนั้นให้เวลา 6 เดือนสำหรับเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ ทั้งหมดเบ็ดเสร็จ สองปีครึ่ง ต้องทำให้ได้ตามนี้ค่ะ ยอมรับว่าเครียดและกดดันมาก ตลอดระยะเวลาสองปีครึ่งของการเรียน ปีแรกยังไม่ได้เร่งงานมากนักเพราะถือว่าเป็นช่วงของการเรียนรู้และปรับตัว แต่พอขึ้นปีที่สองต้องเร่งงาน กลายเป็นไปทำงานแทบทุกวัน เพราะงานวิจัยที่ทำทางด้านเคมีต้องอาศัยผลการทดลองที่ลงมือปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ ช่วงนั้นชีวิตวนเวียนอยู่สามที่ คือ สถาบัน บ้านพัก และซุปเปอร์มาร์เกต เรียกว่าเก็บตัวทำงานจริง ๆ ถ้าถามว่ามีความสุขหรือไม่ที่ทำแบบนี้ ตอบได้เลยว่าไม่มีค่ะ แต่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ควรและต้องทำเพื่อการเอาตัวให้รอด ใช้คำเดียวค่ะ คือ อดทน ปีที่สองเวลาผ่านไปเร็วมาก และรู้สึกเหนื่อยมาก แต่สุดท้ายแล้วเมื่อมาถึงตรงจุดนี้มันคือความดีใจและภูมิใจที่เราผ่านมาได้ ไม่ถูกส่งกลับกลางทาง หากมองย้อนกลับไปคิดถึงสิ่งที่ Supervisor ตั้งเป็นกฎเข้มงวดขนาดนี้เพื่ออะไร เพราะการทำวิจัยนั้นจะทำไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ ต้องมีการรวบรวม เรียบเรียง วิเคราะห์ และสรุปผลการทดลอง เป็นการฝึกกระบวนการทางการวิจัย สรุปผลเพื่อจะพัฒนา หรือแก้ไขต่อไป ตามสมมุติฐานที่ได้ บางครั้งงานวิจัยอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไป สำหรับการตีพิมพ์ในวารสารจริง ๆ แล้วเป็นเพียงการนำเสนอผลการทดลองที่เราได้ทำ วิเคราะห์และวิจารณ์ผลในแง่มุมหนึ่งที่เราสนใจ

โดยสรุปแล้วการที่ได้มีโอกาสมาศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนีนี้ ช่วยเพิ่มแง่มุมการทำงานวิจัยให้กว้างขึ้น การมองโลกและการยอมรับผู้คนที่ต่างจากเรามากขึ้น เสริมทักษะในการเอาตัวรอด ซึมซับมิตรภาพดี ๆ ที่ได้รับ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ควรค่าแก่การจดจำช่วงหนึ่งเลยค่ะ

น.ส. เสาวลักษณ์ เฉลียวเลิศอำพล