สนร. เยอรมนี ขอแสดงความยินดีกับ น.ส. ปราณี พฤกพัฒนาชัย นทร. ก.พ. ในโอกาสสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก

สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (สนร. เยอรมนี) ขอแสดงความยินดีกับ น.ส. ปราณี พฤกพัฒนาชัย นักเรียนทุน ก.พ. ซึ่งได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชา Chemical Metrology โดยการทำโครงการวิจัย ณ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติประจำสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Bundesanstalt für Materialforschung und -prüfung : BAM) ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮุมโบลท์แห่งกรุงเบอร์ลิน (Humboldt Universität zu Berlin) ในโอกาสนี้ ขออวยพรให้ น.ส. ปราณีฯ หรือคุณโอ ประสบแต่ความสำเร็จและความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานต่อไป ทั้งนี้ คุณโอได้ฝากข้อความและข้อคิดดีๆ บอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตและการศึกษาวิจัยในเยอรมนี เพื่อประโยชน์แก่น้องๆ นักเรียนทุนต่อไป

รูปจากซ้ายไปขวา: น.ส. ปราณีฯ ถ่ายรูปกับอาจารย์ที่ปรึกษาProf. Dr. Ulrich Panne และ Dr. rer. nat. Jochen Vogl

โดยธรรมเนียม เมื่อเรียนจบแล้วต้องเขียนบทความ แต่ข้อความและข้อคิดต่อไปนี้ เขียนขึ้นจากความเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง ซึ่งอาจจะเคยมีอุปทานร่วมกับคนอื่นบ้าง และหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่นักเรียนทุนรุ่นน้อง หรือเพื่อนๆ ที่เรียนอยู่ หรือคิดที่จะมาเรียนที่เยอรมนี

ในระยะเวลาที่มาศึกษาอยู่ที่เยอรมนี มีคำถามมากมายเกิดขึ้น ได้คำตอบบ้าง ไม่ได้คำตอบบ้าง บางคำถามมีหลายคำตอบ บางคำถามไม่มีคำตอบ บางคำถามยังคงคาใจและไม่ชัดเจน

ทำไมต้องเยอรมนี ?… มีหลายเหตุผลมาก แต่หลักๆ คือ อยากได้ประสบการณ์ที่แตกต่าง (ทำให้ไม่เลือกประเทศในเอเชีย) ผลงานของ supervisor (Dr. Jochen Vogl จาก Bundesanstalt für Materialforschung und -prüfung (BAM)) มีมาตรฐานที่โดดเด่น ทำให้อยากเรียนจากเขา อีกทั้งได้ยินมานานเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของประเทศนี้ คือ ของจริง มีวินัย ชัดเจน มีมาตรฐาน ไม่ง่าย (ทำให้รู้สึกท้าทาย) สวย อยู่ติดหลายประเทศ เหมาะแก่การท่องเที่ยวหาประสบการณ์ หากจะถามว่า มีความคิดเห็นหรือมีประสบการณ์อะไรในเยอรมนีที่น่าจดจำบ้าง  เจอ culture shock อะไรบ้าง จึงได้สรุปออกมาเป็นตาราง ดังนี้

เรื่องทั่วไป ความคาดหวัง สิ่งที่เจอ ความคิดเห็น หรือ แนวทางแก้ไข
เชื้อชาติ หวังที่จะพบเจอแต่คนเยอรมัน คนต่างชาติเกินครึ่งอาศัยในเบอร์ลิน เบอร์ลินคือเมืองหลวง ที่เป็น multi-culture
ภาษา รู้ภาษาอังกฤษก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้สบายๆ มาถึงแรกๆ มีปัญหามากกับการที่ต้องติดต่อราชการ เพราะเขาไม่ใช้ภาษาอังกฤษกัน คนอายุมากจะพูดไม่ได้เลย (เคยทะเลาะกับคนเยอรมันโดยเขาใช้ภาษาเยอรมัน ส่วนเราใช้ภาษาอังกฤษ คิดแล้วทะเลาะไปได้อย่างไร) ทางออกคือ ต้องหมั่นฝึกจำและใช้ภาษาเยอรมันแบบภาษาเยอรมันคำ อังกฤษคำ หรือใช้google translate ใช้ภาษากาย หรือไม่ก็ต้องพาเพื่อนไปด้วย
อินเตอร์เน็ต คงจะเร็วมากๆ ไม่ใช่อย่างที่คิดยิ่งอยู่ชานเมือง ยิ่งใช้ไม่ได้ แก้ไม่ได้
โทรศัพท์ ราคาคงจะถูกเพราะเทคโนโลยีก้าวหน้า ค่าโทรศัพท์แพงมาก มาแรกๆ ไม่กล้าโทรศัพท์เลยทีเดียวไม่สามารถคุยโทรศัพท์กันเป็นชั่วโมงๆได้(ยกเว้นในกรณีเพื่อนเหมาจ่าย)

 

ใช้อินเทอร์เน็ตที่ทำงาน หรือที่บ้าน
ส่งข้อความLine หรือ facebook มีประโยชน์มาก
การทำงานของคนเยอรมัน คงจะมีความรวดเร็ว และเป็นระเบียบ ช้ามาก กว่าจะได้อะไรสักอย่างผ่านหลายขั้นตอนมาก ติดต่อหลายคนมาก จนรู้สึกเหนื่อย แต่ถ้าบางอย่างที่เป็นงาน routine ก็จะเร็วขึ้นเล็กน้อย เป็นอะไรที่เราเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้ ระบบวางมาแบบนั้น ก็ต้องทำตามไป เพราะฉะนั้นเราต้องวางแผนดีๆ
ความตรงต่อเวลา ตรงต่อเวลามาก ตามที่กล่าวแล้ว ตามที่กล่าวแล้ว
การใช้โทรศัพท์ในที่ทำงาน คิดว่าเป็นเรื่องปกติ มือถือ เรื่องส่วนตัว ไม่เหมาะที่จะคุยในที่ทำงาน (รวมถึงสั่งซื้อของส่วนตัวแล้วให้มาส่งที่ทำงานก็ไม่เหมาะสม คนเยอรมันจะมองว่าเราไม่แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน) ใช้โทรศัพท์ประสานงานเมื่อจำเป็น ช่วงที่ทำงานให้กับสมาคมนักเรียนไทยฯ
(ส.น.ท.ย.) โดยแจ้งซุปเปอร์ไวเซอร์ไว้แล้ว
social media ไม่ได้คาดหวังอะไร คนเยอรมันไม่ใช้กันเลย ใครมีเบอร์มือถือเพื่อนร่วมงาน ถือว่าสนิทมาก ยิ่งเบอร์บ้านด้วยแล้วยิ่งต้องสนิทมากๆ เพราะฉะนั้นอย่าถามหาเฟสบุ้คของคนเยอรมัน (อันนี้ไม่รู้จริงๆ แรกๆไปขอเบอร์เขาตั้งแต่วันแรกที่เจอ เขาจะมีสีหน้าแปลกๆ) เขาไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร เราก็ใช้ที่คนเยอรมันเขาใช้กัน คือ WhatsApp
สังคม (ที่ทำงาน) -คิดเองว่าคงจะเป็นเพื่อนกันง่ายๆ สบายๆ แฟร์ๆ ไม่ใช่อย่างที่คิด

สังคมเยอรมันอยู่(ให้ดี)ยากมาก  colleagueเพื่อนร่วมงานไม่ใช่เพื่อน (friend) (เคยถูกคนร่วมงานเตือนว่าไม่ควรชวนคุย หรือถามเรื่องส่วนตัว)

คุยเฉพาะเรื่องงาน ถือโอกาสแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เอาขนมมาวาง เอาของไทยๆ มาวาง เอาอาหารไทยมาแลกเปลี่ยน (เพื่อสร้างมิตรภาพ)
-การเป็นเพื่อนกันน่าจะง่ายๆสบายๆ แฟร์ๆ เรื่องนินทาคงเป็นกันทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่คนเยอรมัน คนเยอรมันนี่ช่างเม้าท์
ไม่เว้นแม้แต่ผู้ชาย
โชคดีที่ฟังภาษาเยอรมันไม่ค่อยออกเลยปล่อยผ่านหูไป สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ตัวว่าเราทำไรอยู่ เหมาะแล้วหรือไม่ เรื่องใดควรเอามาใส่ใจเรื่องใดควรปล่อยผ่าน (แต่พอเขานินทาเรา ทำไมฟังออก)
สังคม (ที่ทำงาน) เรื่องวันเกิดของฉัน -ไม่ได้คิดอะไร พบว่าธรรมชาติของสังคมเยอรมัน เจ้าของวันเกิดควรนำเค้กมาเลี้ยงเพื่อนร่วมงาน เราบอกเขาว่า ไม่ใช่วัฒนธรรมของเรา วันเกิดฉัน ฉันไปทำบุญ การมีน้ำใจนำขนมมาวางให้เขากินบ่อยๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นวันพิเศษหรือเทศกาลใดๆ ก็ให้ได้
สังคม (ที่ทำงาน)

เรื่องเทศกาลพิเศษ

-ไม่ได้คิดอะไร พบว่าคนเยอรมันให้ความสำคัญกับวัน
คริสมาสต์มาก  เมื่อใกล้ถึงวันคริสมาสต์
เขาก็จะนำอาหารมาแลกเปลี่ยน จัดเลี้ยง แลกของขวัญ มีช็อคโกแลตมาวางที่โต๊ะทุกปี ( แต่ที่เยอรมันเขาแลกของขวัญโดยการนำของเก่าที่เขาไม่ใช้แล้วแต่มันยังใช้งานได้มาแลกกันกับคนอื่น)
เรื่องแลกของขวัญ ฟังเหตุผลของเขาก็พอรับได้ว่าเราไม่ใช้ แต่คนอื่นอาจจะอยากใช้ก็ได้ (แต่เราก็ไปแอบซื้อของใหม่มาแลกอยู่ดี)
เรื่องเรียน -คงยากมาก -เฉยๆ ที่ยากจริงๆ คือการทำงานในระบบของเขามากกว่า อาจจะเพราะไม่ได้ลงเรียน course work เลยไม่โดนกดดันมาก -เรื่องเรียน เรื่องทำแล็บ สบายๆ

ยกเว้นตอนที่เครื่องเสีย

สัมมนา -คิดว่าผู้คนต้องสนใจมาก

 

-มี Ph.D. seminar แต่แทบไม่มีพนักงานของ BAM  สนใจเข้าฟังเลย นอกจากเพื่อนร่วมงานในกลุ่มงานตัวเอง

ส่วนนักเรียนคนอื่นๆก็ไม่มีการถามคำถามอะไรเลย

เข้ามาเรียน ป.เอก แบบทำวิจัยที่ BAM แล้วไปสอบจบที่ Humboldt-Universität zu Berlin, HU.

แต่โชคดีที่ BAM สนับสนุนให้ไปนำเสนอผลงานนอกหน่วยงานและต่างประเทศ

รายงาน ตาม requirement ของมหาวิทยาลัยต้องการแค่รายงานฉบับเดียว -แต่โปรเฟสเซอร์ต้องการ 3 ฉบับ เราต้องผลักดันรายงานฉบับแรกให้ออกมาให้ได้ก่อน จากนั้นฉบับที่ 2 และ 3 ก็จะตามมา
ความกดดัน -คิดว่าต้องเจอ เจอความกดดันตั้งแต่เรื่องรายงานตอนที่ยังไม่ตีพิมพ์ เขากดดันเรา เราก็ไม่เข้าใจว่า จะเอาข้อมูลจากที่ไหนมาตีพิมพ์ในขณะที่เครื่องเสียและทำแล็บไม่ได้ ชี้แจงเขาไปว่าเรายังไม่ได้ข้อมูลเพราะอะไร และใช้วิธีหาทางออกอื่น เช่น เขียนผลไม่ได้ก็เขียน intro ไปก่อน หรือไม่ก็หาวิธีไป conference ด้วย
ผลที่ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น จึงต้องวางแผนดีๆ
ความเครียด ไม่คิดว่าจะเครียดมากนัก ช่วงที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน เช่นเครื่องเสีย งานไม่ออก ความคาดหวังในตัวเองสูงเกินไป ความคาดหวังจากคนรอบข้าง ระยะเวลาที่ได้รับทุน ทุกอย่างจะรุมเร้าเข้ามาในคราวเดียวกัน ดึงตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ไปทำอะไรใหม่ๆ วางแผนเที่ยว ไปออกกำลังกายที่ชอบ เช่น ตีแบ็ดฯ ทำงานให้สมาคมนักเรียนไทยฯ ไปวัดทำบุญ ไปบำเพ็ญประโยชน์ ทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น

คำแนะนำ

การมาเรียนหรือใช้ชีวิตที่เยอรมัน สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากสังคมเมืองไทย คือ ที่นี่เป็นสังคมที่สามารถพูดและแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ การถามไม่ได้แปลว่าเรา โง่ เพียงแค่เราไม่รู้ การที่เราไม่ถามต่างหากที่จะทำให้เรา โง่ ในการทำอะไรแต่ละอย่าง ให้วางแผนดีๆ วางแผนล่วงหน้ายิ่งนาน ยิ่งดี (ช่างไม่เหมือนเมืองไทยนะบอกกันล่วงหน้าวันเดียว) คนที่เยอรมันให้ความสำคัญกับ การป่วย วันหยุด อย่างมากๆ ดังนั้น ต้องวางแผนการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างดี ไม่แนะนำให้เรียนอย่างเดียว กิจกรรมระหว่างเรียนก็สำคัญ เพราะจะทำให้เราเห็นแนวโน้มของสังคม ของคนที่เราจะต้องพบเจอ นอกจากนั้นยังได้รู้จักคนที่หลากหลาย มันสนุกดีนะ ถึงแม้บางครั้งมันอาจจะทำให้เราเสียเวลาบ้าง ปวดหัวบ้าง ที่สำคัญคือ มันจะทำให้เรารู้สึกภูมิใจในตัวเองว่าเราสามารถทำอะไรๆ ได้ตั้งมากมาย

สุดท้ายขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จกับการเรียน และการใช้ชีวิตที่นี่นะคะ เยอรมนีมีดีเยอะ ไม่ดีก็เยอะเหมือนกัน พิจารณาให้ดี บางครั้งอุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเองนี่แหละค่ะ ความคิดเชิงลบมีอิทธิพลมาก เพราะฉะนั้นระวังความคิดตัวเองนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี

จากพี่โอ

ปราณี  พฤกพัฒนาชัย