สนร. เยอรมนี ขอแสดงความยินดีกับนายปรีชา เกียรติกิระขจร นทร. พสวท. ในโอกาสสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก

สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (สนร. เยอรมนี) ขอแสดงความยินดีกับ นายปรีชา เกียรติกิระขจร (นทร. พสวท.) ได้รับทุนให้มาศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาวิชาฟิสิกส์ โดยเข้าศึกษาทั้งในระดับ ป. โท และ ป. เอก ณ มหาวิทยาลัยเกิตทิงเงิ่น (University of Göttingen) ณ สถาบันวิจัย Max Planck Institute for Dynamics and Self-Organization) โดยมี Dr. Habil. Lucas Goehring เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา สนร. เยอรมนี ขออวยพรให้นายปรีชาฯ (พี่โจ) พบแต่ความสำเร็จและเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานต่อไป พร้อมนี้ นายปรีชาฯ ได้ฝากข้อความข้อคิดดีๆ บอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตและการศึกษาวิจัยในเยอรมนีให้แก่น้องๆ นักเรียนทุน

ผู้เขียนได้รับทุนจากโครงการ พสวท. ให้มาศึกษาต่อระดับปริญญา โท-เอก ในสาขาวิชาฟิสิกส์ ที่ประเทศเยอรมนี ในช่วงเวลานั้น (ปี ค.ศ. 2009) ประเทศเยอรมนีเริ่มปรับเปลี่ยนการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้เป็นไปตามสากลคือ ปริญญาตรี โท และเอก ช่วงขวบปีแรกของการเรียนที่นี่ไม่พ้นการฝึกฝนด้านภาษาจนกระทั่งสอบวัดผลระดับภาษาได้และได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาฟิสิกส์ ตามที่ตั้งใจไว้

การเรียนในระดับปริญญาโทนั้น สร้างความตื่นตา ตื่นใจให้กับผู้เขียนเป็นอย่างมาก เพราะรูปแบบการเรียนที่ไม่บังให้ผู้เรียนอย่างเข้มงวด ไม่มีการลงทะเบียนเรียน แต่ต้องลงทะเบียนเพื่อสอบแทน นั่นหมายความว่า ถ้าผู้เรียนไม่มีความพร้อม ก็ไม่ต้องสอบก็ได้ (แต่ก็เห็นเพื่อนหลายท่านใจกล้า กินดีหมีหัวใจเสือเข้าสอบโดยไม่พร้อม) บางครั้งวันสอบก็อาจจะถูกกำหนดยาวนานถึง 6 เดือนหลังจากลงทะเบียนสอบก็มีโอกาสเป็นไปได้ รูปแบบการศึกษาที่เหมือนว่าจะมีกฎระเบียบเข้มงวด แต่ยืดหยุ่นในลักษณะนี้ ทำให้ผู้เขียนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่เกือบปี กว่าจะตั้งหลักจัดรูปขบวนทัพพร้อมชนกับการเรียนและการสอบก็เล่นเอาผมเปลี่ยนสีไปเกือบครึ่งศีรษะ เมื่อว่างเว้นจากการเรียนและการสอบ ผู้เขียนมักจะหาโอกาสเดินทางไปที่ต่าง ๆ เพื่อดูโลก ดูชีวิต ดูผู้คน เรียนรู้วัฒนธรรมจากถิ่นต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนเริ่มสนใจประวัติศาสตร์ เพราะ คน สถานที่ และเวลา มักจะเชื่อมโยงกันเสมอ การได้เดินทางเพื่อดูโลกเหมือนได้เป็นการพักผ่อนและได้ลับคมความคิดเพื่อเข้าใจสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าไปด้วยในคราวเดียวกัน กลับมาที่ห้องเรียนผู้เขียนใช้เวลาปีแรกของปริญญาโทในการศึกษาวิชาดาราศาสตร์ฟิสิกส์ และธรณีฟิสิกส์ ซึ่งเป็นสาขาที่ผู้เขียนศึกษามาในระดับปริญญาตรีที่ไทย แต่แล้วชีวิตมันก็ต้องถึงจุดวิกฤติเมื่อผู้เขียนพบว่า แผนการจบการศึกษาที่ผู้เขียนได้ร่างไว้ และเสนอไปนั้น ไม่มีอาจารย์ท่านใดในสาขาวิชาจะรับเป็นที่ปรึกษาได้ สิ่งที่ผู้เขียนทำในวันที่ทราบถึงปัญหานั้นก็คือเปลี่ยนแผนการศึกษาไปเป็นการศึกษาฟิสิกส์ของระบบพลวัตรและซับซ้อน(Dynamics and complex system) นั่นหมายความว่า ต้องกลับไปเริ่มเรียนปริญญาโทปี 1 ใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จนแล้วจนรอดผู้เขียนก็สามารถไล่สอบตามที่หลักสูตรกำหนดไว้จนจบปริญญาโทได้ เหตุการณ์ในวันนั้น ผู้เขียนมีเลือกทางอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น เลือกที่จะยุติการศึกษา หรือเปลี่ยนสถานศึกษา ก็เป็นสิ่งที่กระทำได้เช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้เขียนยิ่งมั่นใจว่า การตัดสินใจนั้นถูกต้องแล้ว และทำให้ผู้เขียนได้พบกับสาขาวิชาที่น่าตื่นเต้นและแปลกใหม่

การตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ บางครั้งนั้นทำได้โดยง่ายมาก หากเรามีเป้าหมายชัดเจนและวางแผน การเรียนในระดับปริญญาเอก เป็นอีกขั้นของความท้าทายเนื่องจากหลักสูตรได้กำหนดชั่วโมงการสอนเอาไว้ด้วย โดยผู้เขียนต้องเปลี่ยนบทบาทสถานะจากการเป็นผู้เรียนมาเป็นผู้สอน และบางช่วงเวลาก็เป็นทั้งผู้เรียนและผู้สอนไปพร้อม ๆ กัน เป็นประสบการณ์ที่ดี ชีวิตการเรียนที่เหมือนว่าทุกอย่างจะลงตัวไปได้สวย ก็มีเหตุสะดุดอีกครั้ง เนื่องจากอาจารย์ที่ปรึกษาย้ายไปรับตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ซึ่งแน่นอนผู้เขียนไม่สามารถย้ายตามอาจารย์ที่ปรึกษาไปได้ นั่นคือจะทำให้การติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษานั้นทำได้ยากลำบากขึ้น ทำให้ผู้เขียนต้องจัดแผนการศึกษาใหม่อีกระลอกจากเดิมที่เข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาได้ตามสะดวก มาเป็นการพูดคุยอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง การเปลี่ยนแปลงนี้กลับกลายเป็นผลดี เพราะว่าการพูดคุยมีประสิทธิ์ภาพมากกว่าแบบเก่าก่อนมาก บ่อยครั้งที่ปัญหาที่ผู้เขียนพบนั้นไม่ใช่มาจากการเรียน หรือจากงานวิจัย แต่มาจากผู้เขียนเอง ซึ่งบางครั้งเกิดอาการเบื่อหน่ายกับการเรียน เบื่อหน่ายกับอากาศ จนพาลทำให้ท้อใจหมดกำลังใจในการเรียนไปเสียดื้อ ๆ เป็นอีกประสบการณ์ใหม่ที่ผู้เขียนต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับจิตใจของตัวเอง ที่บางครั้งไม่ได้แข็งแกร่ง หนักแน่นเหมือนรูปร่างภายนอกของผู้เขียน ปัญหาจากภายในแบบนี้ตัวเราเองนั้นทราบดีที่สุด ผู้เขียนอยากจะเป็นอีกแรงใจให้เพื่อนนักเรียนทุนรัฐบาลกล้ายอมรับว่าตัวเองกำลังเผชิญกับปัญหาดังกล่าว และเข้ารับคำแนะนำการแก้ปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือรับการรักษาอย่างถูกวิธี

หากมองย้อนกลับไป ในวันที่ผู้เขียนได้เดินทางถึงประเทศเยอรมนีครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2009 จนถึงวันที่สำเร็จการศึกษา นับเป็นเวลา 9 ปี 6 เดือน เส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้ ก็ไม่ได้มาจากลูกบ้าท้าชนของตนแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีจากความช่วยเหลือและสนับสนุนจากเพื่อนนักเรียน เพื่อนร่วมงาน เพื่อนนักเรียนไทย พี่ ๆ น้อง ๆ คนไทยรวยน้ำใจหลาย ๆ ท่าน รวมถึงสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนที่คอยให้คำแนะนำให้เรื่องกรอบระเบียบต่าง ๆ ผู้เขียนก็ต้องขอบคุณในความช่วยเหลือและการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตนักเรียนไทยในต่างแดนด้วย ขอให้นักเรียนไทยทุกคนโชคดี สำเร็จการศึกษาในเร็ววันครับ

ปรีชา เกียรติกิระขจร
18 พ.ย. 2018 เวลา 4:08 น.