กิจกรรม “ใจเธออยู่ที่เขา ใจเราอยู่ที่ใคร ใช้ชีวิตอย่างไรให้ใจเป็นสุข” ระหว่างวันที่ ๑ – ๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ ณ กรุงเบอร์ลิน

ด้วยสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในเยอรมนี เห็นถึงความสำคัญในการดูแลนักเรียนทุนรัฐบาล (นทร.) ให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขระหว่างการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการส่งเสริมให้ นทร. พร้อมแก้ไขปัญหาอุปสรรคทั้งด้านการศึกษาและการใช้ชีวิตในต่างแดนได้สำเร็จการศึกษาตามเป้าหมาย สนร. เยอรมนี จึงจัดกิจกรรม “ใจเธออยู่ที่เขา ใจเราอยู่ที่ใคร ใช้ชีวิตอย่างไรให้ใจเป็นสุข” ระหว่างวันที่ ๑ – ๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ ณ บ้านพักเยาวชน Jugendherberge Berlin-Ostkreuz กรุงเบอร์ลิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ นทร. ได้เข้าใจจิตใจของตนเองมากขึ้น และสามารถดูแลจิตใจของตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยมีรูปแบบกิจกรรมเป็นการบรรยาย แบบฝึกหัดทางจิตวิทยา การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการปรึกษาเชิงจิตวิทยารายบุคคล โดยวิทยากรคือ นายสมภพ แจ่มจันทร์ (อาจารย์เอก) และนายสุทธิพันธุ์ สุทธิศันสนีย์ (อาจารย์เจ) นักจิตวิทยาการปรึกษา จากศูนย์บริการการปรึกษาและส่งเสริมสุขภาวะ Knowing Mind Center กิจกรรมนี้มี นทร. เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน ๓๕ คน

ในลำดับแรก นางนิสรา อุปถัมภ์ประชา อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการศึกษา) กล่าวต้อนรับ นทร. และดีใจที่ นทร. ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ตามคำกล่าวโบราณที่ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ขอให้ นทร. ทุกท่าน ได้เก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้อย่างเต็มที่ ทั้งในภาคกิจกรรมร่วมกันและภาคให้คำปรึกษารายบุคคล และมีความยินดีที่ได้รับเกียรติจากท่านวิทยากรทั้งสองท่าน ที่มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาแก่นักเรียนนักศึกษาที่ศึกษาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ในภาคเช้า วันเสาร์ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๑ วิทยากรเริ่มด้วยคำกล่าวที่ว่า “เรียนรู้ปัญหาจากภายใน เพื่อตั้งรับปัญหาจากภายนอก” ด้วยปัญหาภายนอกนั้นบ่อยครั้งอยู่เหนือการควบคุมหรือหลีกเหลี่ยงไม่ได้ หากชักชวนให้กลับมาเรียนรู้การจัดการกับ “ใจ” ของตนก่อน จะทำเช่นไรนั้น วิทยากรได้อธิบายแนวทางการฝึกฝนตลอดกิจกรรมในครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน ดังนี้ ๑. แนวคิดนำเสนอ ๒. แบบฝึกหัดเพื่อฝึกฝนทักษะทั้งในรูปแบบกิจกรรมเดี่ยว กิจกรรมคู่ และกิจกรรมกลุ่ม ๓. นำเสนอและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน โดยเน้นย้ำว่าจะไม่มีการเรียกถาม-ตอบ จะเป็นการสมัครใจในการร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยเปิดประเด็นขอทราบเหตุผลหรือความคาดหวังที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ในภาพรวมเกิดจากความรู้สึกที่สุขน้อยลง มีความกดดัน ความเครียดที่เพิ่มมากจากการเรียน จึงอยากเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตที่เพิ่มความสุขให้กับตนเองมากขึ้น เรียนรู้ทักษะการการขจัดความเครียด โจทย์นี้ ท่านวิทยากรตอบว่า “ขอให้รักษาใจตัวเราเป็นหลัก ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยนความคิดของเราเอง” เริ่มด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “ต้องมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้” หรือ “สมัครใจมาเอง” โดยเปิดทางให้คิดว่าทุกสถานการณ์ในชีวิตมีทางเลือก อาจมีข้อจำกัดจากภายนอก แต่หากพร้อมเปลี่ยนแปลงให้เริ่มที่ความคิดของเรา ฝึกต้านทานความเคยชิน ในด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างและสังคม การเปิดใจ พูดคุยในบทบาทที่เป็นผู้ฟังและผู้พูดที่ดี แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และจะพบว่ามนุษย์เรามีทั้งจุดร่วมกันความคล้ายคลึงและความแตกต่างในชีวิตที่นำพาไปสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น รวมถึงการสื่อสารที่ลดความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย  วิทยากรย้ำว่า “แต่ละคนตีความและรับสารในสถานการณ์หนึ่งที่แตกต่างกันไป และมีจุดตั้งต้นพื้นฐานกรอบความคิดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นตัวขัดขวางตัวเราและเป้าหมายชีวิต ขอให้เรียนรู้ที่จะก้าวข้ามความคิดของตนเอง การใช้ชีวิตมีช่องทางเลือกให้เดิน ไม่ตายตัว จะสังเกตได้ว่ามีความต่างของการมองความทุกข์ที่เกิดจากทัศนคติต่อชีวิต” ท่านได้อธิบายต่อว่ากระบวนการนี้เกิดจาก “การให้ค่า” นำไปสู่กรอบความคิด ความรู้สึก และส่งผลออกเป็นพฤติกรรมนั่นเอง เราโกรธเพราะเราให้ค่าความโกรธ การตระหนักรู้ตน ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ความคิดมิใช่กฎใดๆ ที่หลีกเหลี่ยงหรือปรับเปลี่ยนไม่ได้ ขอให้เฝ้ามองศักยภาพของตนเองที่จะทำได้ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ ต่อมาวิทยากรได้มอบโจทย์ให้เรียนรู้อิทธิพลของปัจจัยภายนอกที่มีปฏิสัมพันธ์กับภายใน ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ ในโลกใบนี้ ให้ฝึกมองหาส่วนประกอบที่ให้เป็น “ตัวเรา” ในทุกวันนี้ บุคคลที่มีอิทธิพลในชีวิตในมิติของความสำคัญมากน้อย ระยะห่างของความสัมพันธ์ วิทยากรกระตุ้นให้ค้นหาคำตอบในมิติที่เป็นอยู่และที่เราต้องการให้เป็น และพบว่าไม่มีข้อสรุปที่ตายตัวในเชิงบวกหรือลบของความสัมพันธ์นั้นๆ ขึ้นอยู่กับ “การให้ค่าต่อสิ่งนั้นของเราและหาความสมดุลของระยะห่างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น” ทุกคนมีรูปแบบที่ชอบและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์นั้นๆ โดยกล่าวแนะว่าหากได้ตัดสินใจเลือกรับสิ่งใดแล้วขอให้ตระหนักรับผลที่จะตามมาด้วย ขอให้เปิดใจมองเห็นความสัมพันธ์ที่ยืดหยุ่น “ชีวิตของเราไม่แตกต่างกับฤดูกาล สิ่งที่เชื่อว่าตายตัวคือปัญหาของชีวิตเราเอง ต้องเรียนรู้ปรับเปลี่ยนให้เป็น” วิทยากรย้ำว่า “ความรู้สึกต้องทำ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง นำไปสู่ความกดดัน เราเลือกไม่อยู่ในความสัมพันธ์นั้นได้ เพียงแค่ถอยห่างออกมา” นทร. ได้เรียนรู้จากการทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกันจำลองภาพปฏิสัมพันธ์กับผู้คน การทำงานร่วมกัน อิทธิของคนรอบข้างต่อตัวเรา

ในวันอาทิตย์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ ท่านวิทยากรนำเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ตนเองในมิติที่ฝึกให้สัมผัสความรู้สึกถอดความคิดในใจให้เป็นรูปธรรม สะท้อนความคิด ให้เหตุผลและอธิบายได้ ผ่านกิจกรรมทั้งเดี่ยวและคู่  โดยให้แนวคิดว่าสิ่งที่เราปฏิเสธนั้นยังคงอยู่จึงขอให้สร้างความเข้าใจแทนเพื่อแก้ปัญหา มิใช่กระทำเพื่อบิดเบือนปัญหา แน่นอนว่ากลไลของจิตมักมีข้อโต้แย้งเป็นสองขั้วเสมอ กระบวนการขัดแย้งนี้ (ironic process) เป็นการต่อสู้ระหว่างคุณลักษณะสิ่งที่พึงจะเป็นและสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา โดยแต่ละคนให้น้ำหนักในแต่ละคุณลักษณะมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการให้ค่าของสิ่งนั้น ท่านวิทยากรชี้ประเด็นว่า จะลดความโต้แย้งในใจได้ ให้ยุติการต่อสู้ทางความคิดเชิงขั้วบวกหรือลบ ให้วิเคราะห์บทบาทของเราในบริบทสภาพการณ์นั้น เช่น คุณสมบัติผัดวันประกันพรุ่ง หรือขี้เกียจ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในทุกบริบทของชีวิตเรา ศึกษามองใจตัวเอง ลดความขัดแย้งในใจ หลังจากนั้นเป็นช่วงของการสะท้อนเสียงจาก นทร. พบว่าช่วยให้ตนรู้สึกดีขึ้น ชีวิตมีทางเลือก มองเห็นและค้นพบตัวเองมากขึ้น วิทยากรเสริมภาพการให้ค่าแก่ผู้คนหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตผ่านแบบฝึกหัดในหัวข้อเรื่อง “ความโชคดีในชีวิตของฉัน” ด้วยการต่อเติมประโยคที่ว่า “ฉันโชคดีที่……..” นทร. สะท้อนภาพความโชคดีได้หลากหลายมุม ทั้งในรูปธรรมและนามธรรม เช่น ร่างกายสมบูรณ์ครบ ๓๒ ประการ ยังคงมีลมหายในมีชีวิตอยู่ ได้ทุนมาศึกษา พ่อแม่รักและเข้าใจ มีกัลยาณมิตรที่ดี ได้เป็นตัวฉัน เลือกทางเดินในชีวิตของตนเองได้ เป็นต้น วิทยากรกล่าวปิดท้ายว่า “ความโชคดีคือสิ่งที่เราให้คุณค่า มันอยู่ในตัวเราเสมอ จงอย่าบั่นทอนชีวิตของเราด้วยความโชคไม่ดีและคิดว่าคือปัญหาของชีวิต” ดังคำกล่าวของท่านรพินทรนาถ ฐากูรที่ว่า “โลกนี้มีความงามที่ไม่จำกัด แต่จิตใจที่จำกัดมองไม่เห็น” ขอให้ทุกท่านลองปรับเปลี่ยนมุมมองและความคิดเพื่อลดการเกิดปัญหาทางอารมณ์และเพิ่มความสุขในชีวิต ปิดท้ายด้วยกิจกรรมเขียนจดหมายสะท้อนจุดเริ่มต้นที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรมและสิ่งทีได้เรียนรู้จากกิจกรรมร่วมกันและการให้คำปรึกษารายบุคคล นทร. ทุกท่านร่ำลาจากกันด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม พร้อมเดินทางต่อในเส้นทางของตน และกล่าวขอบคุณที่มีกิจกรรมดีๆ ในครั้งนี้ โดยเฉพาะวิทยากรที่มอบความคิดให้ “อยาก” ในการดำเนินการชีวิต มากกว่าคำว่า “ต้องหรือหน้าที่” ได้นำติดตัวไปปรับใช้ในชีวิตต่อไป